Forester

กลับมาอัพ หลังจากทิ้งร้างไปนาน....มาก คราวนี้เอาเรื่องเกี่ยวกับชาวป่าไม้มาฝาก ติดตามอ่านนะครับ

เริ่มจากวันนี้เป็นตอนแรก

หัวเลี้ยวหัวต่อ

ผมชื่อ “ป้อม” ตอนนั้นอายุ 18 หน้าตาดี มีสัญชาติไทย ร่างกายแข็งแรงไม่ทุพลภาพ ไม่เป็นโรคติดต่อร้ายแรง และไม่อะไรอีกหลายอย่างตรงตามคุณสมบัติที่กรมป่าไม้ระบุว่าสามารถสมัครสอบเข้าเป็นนักศึกษาป่าไม้ได้ ผมมั่นใจในตัวเองมาก รีบไปซื้อใบสมัครทันทีที่สำนักงานป่าไม้แถวบ้าน นักเรียน ม.6 ทั้งโรงเรียนมีผมสนใจสอบป่าไม้อยู่คนเดียว เพราะผมมีอุดมการณ์อันสูงส่ง มีจิตใจรักธรรมชาติ รักป่าไม้ โอโน่! ความจริงคือผมต้องการหาที่เรียนต่อหลังจากจบ ม.6 เท่านั้น เพราะในห้องเรียนผมหลือผมเพียงคนเดียวที่สอบเรียนต่อยังไม่ติดอะไรเลย เพื่อนในห้องสอบติดโควต้ามหาวิทยาลัยยกห้อง…หดหู่ โรงเรียนเก่าผมมีค่านิยมอยู่อย่างหนึ่ง ใครเจ๋งจริงต้องสอบให้ติดโควต้ามหาวิทยาลัยตุนกระเป๋าไว้ก่อน ไม่ชอบค่อยสละสิทธิ์ไปเอ็นทรานซ์เอาใหม่อีกที ดังนั้น ผมต้องรีบหาที่เรียนต่อให้ได้ก่อนเอ็นฯ ดีไม่ดีชอบไม่ชอบค่อยมาว่ากันทีหลัง ไม่งั้นอายเพื่อน

ผมสอดส่ายสายตาหาข้อมูลทั่วแดนไทย ปรากฏว่าพวกตำรวจทหารช่างกลชลประทานล้วนสอบหลังเอ็นฯ ทั้งนั้น ก็เจอโรงเรียนป่าไม้นี่แหละที่สอบก่อนเอ็นฯ ซ้ำตรงสเป็คหลายอย่าง ทั้งได้ท่องเที่ยวทั่วถิ่นเหนือ ร่ำเรียนบนภูเขาสูงท่ามกลางบรรยากาศร่มรื่นของแมกไม้นานาพรรณ และสูดอากาศบริสุทธิ์สดชื่นทุกลมหายใจ สำคัญที่สุดคือ ไม่มีสอบฟิสิกส์! วิชาคู่เวรคู่กรรม สอบแต่ชีววิทยา คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษ ซึ่งวิชาพวกนี้พอกล้อมแกล้มไปได้

ก่อนวันยื่นใบสมัคร ไอ้แว่นเพื่อนกันซึ่งสอบติดโควต้าคณะวิศวกรรมศาสตร์ (เจ้านี่เป็นคนหมั่นเอาแอลกอฮอล์มาราดสมองผมทำให้รอยหยักลบเลือนไปหลายส่วน) แสดงความห่วงใย เห็นว่ารูปร่างหน้าตาผมค่อนไปทางผู้ดีมีสกุลจะไปสมบุกสมบันในป่าดงพงไพรได้อย่างไร ท่าจะไปไม่รอด! หรือไม่เช่นนั้นก็คงกลัวไม่มีเพื่อนกินเหล้า เพราะผมเป็นคนเดียวในบรรดาเพื่อนฝูงที่มีความอดทนพอที่จะไม่พูดขัดคอมันในเวลาสุราบันเทิง มันพยามยามอย่างยิ่งที่จะกล่อมให้ผมเอ็นฯ ใหม่ เอาคณะวิศวะที่เดียวกัน มันบอกรักผมมากสุดสวาทขาดใจ…ขาดผมเหมือนขาดลมหายใจ ตุ๊ย! ไม่ใช่เพราะเลือกโควต้าตามมึงเหรอกูถึงได้ทุกข์ระทมหาที่เรียนใหม่อยู่คนเดียวแบบนี้

“เขาสอบวิ่ง 20 กิโลด้วยนา ขี้ก้างอย่างมึง…” มองด้วยสายตาเหยียดหยามจากหัวจรดปลายตีน

“จิ๊บๆ กูเพิ่งซื้อรองเท้ามาซ้อมวิ่ง นี่ไง” ผมไม่ถือสา แถมชูรองเท้าใหม่ให้ดู

“…มันอนุปริญญานะเว้ย จบมาต้องหาที่เรียนต่ออีก” ไอ้แว่นยกความยุ่งยากของการไขว่คว้าใบปริญญามาอ้างหวังให้ผมเปลี่ยนใจไปเอ็นฯ วิศวะเรียนเป็นเพื่อนมัน โธ่..ถ้าไปตามน้ำคำของมันผมก็จอดสิครับ แค่ฟิสิกส์ ม.4 ไม้แรกผมก็เลิกทำบุญร่วมชาติตักบาตรร่วมขันกับวิชานี้ไปแล้ว

“รู้น่ะ แต่กูอยากทำงานเร็ว ๆ”

“กูจะทำงานเก็บเงินเยอะๆ แล้วไปเรียนฟิลิปปินส์” ผมวาดฝันไปเรียนปริญญาต่างประเทศ ซึ่งปริญญาทางป่าไม้ถ้าไม่เรียนที่ KU บางเขน ก็ต้องไป UP ของฟิลิปปินส์ ใกล้ๆ บ้านถูกตังค์ที่สุด

แท้จริงผมเลี่ยงการสอบอะไรที่ไหนที่มีฟิสิกส์เคมีมากกว่า มันแพ้ทางกันอยู่เห็นๆ พอดีโรงเรียนป่าไม้ไม่มีสอบวิชาพวกนี้ทำให้มีช่องทางอยู่บ้าง ถ้าอยากเรียนในมหาวิทยาลัยก็ต้องเอ็นฯ โดยเฉพาะสายวิทยาศาสตร์ต้องสอบวิชาเอี้ยๆ พรรค์นั้นอีก และไหนต้องหางานทำกันเองเมื่อเรียนจบออกมา...เหตุผลเข้าข้างตัวเองทั้งน้าน

“เรียนป่าไม้แหละดี จบออกมาได้เป็นข้าราชการมีงานทำเลย”

สรุปปิดท้ายง่ายๆ ไม่ซับซ้อน

โรงเรียนป่าไม้ตั้งอยู่ที่จังหวัดแพร่ เป็นสถานศึกษาของกรมป่าไม้ เรียนสองปีจบได้วุฒิประกาศนียบัตรวิชาการป่าไม้ และกรมป่าไม้รับบรรจุเข้าเป็นข้าราชการทันที สมัยนั้นน้ำมันแพง เศรษฐกิจอยู่ในขาลง งานการหายากชิบเป้ง คนจบปริญญาตรีตกงานกันระนาว บางคนต้องไปแย่งอาชีพคนขับแท็กซี่ ถ้าใครเรียนอะไรที่จบแล้วมีงานทำเลยพ่อแม่จะสบายใจ...ส่วนลึกผมเองคิดแบบนี้เหมือนกัน อีกอย่าง บรรดาญาติพี่น้องก็ยินดีอนุโมทนาสาธุกับความคิดผมซะอีก

“สอบให้ติดนะป้อม พ่อแม่จะได้สบาย”

กองเชียร์เยอะ ส่งกันสุดๆ ไม่มีใครห้ามใคร ผมจึงมุ่งตรงไปโรงเรียนป่าไม้แห่งเดียว หากสอบติดก็เรียนเลยไม่ต้องเอ็นฯ ใหม่ให้เสียเวลา…

หักด่านแรก

การสอบเข้าเรียนโรงเรียนป่าไม้มีอยู่ 3 ด่าน เริ่มจากด่านสอบข้อเขียนซึ่งมีอยู่ 3 วิชา คือ ชีววิทยา คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษ รอบนี้จะเก็บไว้ 300 คนเพื่อเข้าสู่รอบสัมภาษณ์ ด่านสุดท้ายคือทดสอบน้ำอดน้ำทนด้วยการวิ่ง 20 กิโลเมตร! และ 200 คนแรกที่ทำคะแนนรวมสูงสุดจากด่านที่สองบวกกับด่านที่สามจะเป็นผู้ชนะ…กติกาง่ายๆ แต่แทบขาดใจ

วันสอบข้อเขียน เด็กหนุ่มนับหมื่นจากทั่วประเทศเดินทางมาที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง หัวหมาก เพื่อสอบแข่งขันเข้าโรงเรียนป่าไม้ เป็นภาพที่ผมเห็นแล้วอึ้ง…พร้อมหนักใจระคนกัน ที่ต้องอึ้งเพราะไม่เคยคิดมาก่อนว่าผู้คนจะหลั่งไหลมาสอบมากมายถึงเพียงนี้ และหนักใจเพราะผมก็เป็นหนึ่งในหมื่นคนนั้นที่ต้องแย่งชิงเก้าอี้ตัวใดตัวหนึ่งในสองร้อยตัวมาเป็นของตนเองให้ได้

ข้อสอบทุกวิชาจัดอยู่ในจำพวกเก่งบวกเฮง คือ เลือกกากบาทตามใจปรารถนา ไม่ยาก…แต่มากข้อ ผมอ่านข้อสอบจนตาลายแถมต้องเร่งมือทำเพื่อให้ทันเวลา งานนี้กลั้นขี้กลั้นเยี่ยวสะเด็ดไปเลย ข้อสอบแนวนี้ผมถนัดและคิดว่าผู้เข้าสอบทุกคนคงพอมีสติปัญญาทำได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องคอยชะเง้อชะแง้เก็บคำตอบจากโต๊ะข้างๆ แม้คิดไม่ออกเลยก็ยังกาเดาทิ้งไว้ให้เทพเจ้าแห่งความโชคดีโปรดช่วยดลบันดาลอีกแรง ข้อชี้ขาดว่าแพ้ชนะอยู่ที่ความเร็วเพียงอย่างเดียว คิดเร็ว ตัดสินใจเร็ว และกาเร็ว ทุกอย่างเร่งรุดลุยไปข้างหน้าไม่มีเวลาย้อนกลับมาทบทวน ผมได้ยินหลายคนบ่นหลังออกจากห้องสอบว่า “ทำได้แต่ทำไม่ทัน”

สอบเสร็จผมกลับไปรอผลสอบที่บ้าน ไม่มีอะไรที่ต้องห่วงเพราะไม่รู้จะห่วงทำไมในเมื่อการสอบได้ผ่านไปแล้ว และผมพยายามทำดีที่สุดแล้ว แม้สอบไม่ติดป่าไม้หนนี้ผมก็ไม่เสียใจ แต่จะตั้งใจสอบเอ็นฯ ในคณะที่เน้นด้านชีววิทยาซึ่งเป็นวิชาที่ผมถนัดที่สุดโดยไม่เลือกคณะตามเพื่อนอีกแล้ว บทเรียนจากการสอบโควต้าและสอบป่าไม้สอนให้ผมรู้ว่าคนเรานั้นจะทำได้ดีในสิ่งที่ตัวเองถนัด..เหมือนในหนัง “โหมโรง” ของอิทธิสุนทร วิชัยลักษณ์ ที่บอกว่า “คนเรามันเชี่ยวต่างกัน”

ไม่นาน ประกาศผลสอบรอบแรกก็ตามออกมา ผมเป็นหนึ่งในสามร้อยคนที่ผ่านการตัดตัวเข้ารอบสองไปสอบสัมภาษณ์และสอบวิ่ง 20 กิโลเมตร ต่อไป ซึ่งการสอบสัมภาษณ์นั้นผมไม่หนักใจนัก เพียงแค่ถามมาตอบไปเท่านั้น ตอบถูกไม่ถูกช่างปะไร ใครมันจะรอบรู้ไปเสียทุกเรื่อง แต่ที่หนักทรวงถ่วงอุราเห็นจะเป็นอ้ายวิ่ง 20 กิโลเมตรนี่ไง มันประจานสังขารกันชัดๆ หุ่นพระเอกลิเกบอบบางอ้อนแอ้นอย่างผม มันน่าหนักใจน้อยนักหรือ