มาก่อนมาหลัง

เกณฑ์การรับบุคคลเข้าเรียนโรงเรียนป่าไม้ กรมป่าไม้กำหนดช่วงอายุไว้กว้างมาก คือ ระหว่าง 18 - 30 ปี ในรุ่นที่ผมไปเรียนนั้นก็มีคุณสมบัติตรงตามนี้พอดี คือ มีตั้งแต่เด็กอายุเพิ่งแตะ 18 ปีวันชนวันไปจนถึง 30 ปีชนเพดาน อย่างนี้ก็ม่วนแต๊ม่วนว่า เกินกว่าครึ่งรุ่นเป็นผู้มีประสบการณ์ผ่านมาแล้วหลายสถาบัน ยกตัวอย่างใกล้ตัวก็พี่เป็ดนี่ไง มาจากนิติศาสตร์รามคำแหงด้วยผลการเรียนเยี่ยมยอดระดับเรียนฟรีรามคำแหงยกเว้นค่าหน่วยกิต บางคนมาจากพยาบาลเพราะอยากเป็นชายให้สมชาย บางคนทิ้งมหาวิทยาลัยมากลางคันเนื่องจากไม่แน่ใจว่าเรียนจบแล้วจะมีงานทำ บางคนเป็นทหาร เป็นครู ยิ่งกว่านั้นหลายคนจบปริญญาแล้วแต่ยังหางานทำไม่ได้ จึงลงทุนมาเรียนป่าไม้อีก 2 ปีเพื่อให้ได้งานราชการ และก็มีอยู่ไม่น้อยที่เป็นคุณชายหรือลูกชายคนสุดท้องหัวแก้วหัวแหวนของผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านนี้เมืองนี้ ตามใจกันจนได้เรื่องจึงส่งตัวมาดัดนิสัยที่โรงเรียนป่าไม้ ซึ่งไม่แน่ใจนักว่าส่งมาดัดนิสัยหรือมาเพิ่มพูนวิทยายุทธ์กันแน่ แต่สุดยอดของยอดสุดคือ พ่อค้าไม้เถื่อนก็ส่งลูกชายมาเรียนด้วย แฮ่!

เมื่ออายุต่างกันมากหนำซ้ำภูมิหลังยังซับซ้อน ปัญหาเลยมากเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ คนที่อายุมากมักถือตนอ้างประสบการณ์ผ่านโลกมาก่อน ขณะที่ผู้อ่อนวัยก็ว่าข้าแน่ สอบเข้ามาได้ตามเกณฑ์ไม่ตกค้างปีคอยสอบซ้ำแล้วซ้ำอีกจึงไม่จำเป็นต้องเกรงใจหัวหงอกหัวดำ ส่วนลูกชายคนใหญ่คนโตก็เที่ยวถามใครต่อใครว่ารู้มั๊ยกูเป็นใคร

ผมค่อนข้างมั่นใจว่าสถาบันอุดมศึกษาเกือบทุกแห่งมีปัญหาเช่นเดียวกันนี้มากน้อยแตกต่างกันไป และก็มีวิธีการของตนเองที่จะละลายพฤติกรรมของผู้มาใหม่ให้สามารถอยู่ร่วมกันได้กับเพื่อนกับพี่กับน้อง และรู้จักกฎกติกามารยาทของสังคมนั้นๆ บ้างพอสมควร บางแห่งใช้วิธีนุ่มนวลเรียกความซึ้งเศร้าจนน้ำตาไหล บางแห่งพาไปบำเพ็ญประโยชน์แก่สังคม ให้อิ่มเอิบเบิกบานใจกันถ้วนหน้าทั้งรุ่นพี่รุ่นน้องครูบาอาจารย์ แต่ก็มีหลายแห่งที่เลือกใช้ไม้แข็งจนรุ่นน้องขี้หักใน ปีไหนไม่มีข่าวลงหนังสือพิมพ์รู้สึกว่ารุ่นปีนั้นทำให้เสื่อมเสียเกียรติประวัติสถาบัน แต่โรงเรียนป่าไม้เป็นสถาบันของชายกับชาย…เอ้อ…ลูกผู้ชาย เลือกที่จะสอนให้น้องใหม่ทั้งหัวหงอกหัวดำขาใหญ่ขาเล็กอยู่ร่วมกันได้เหมือนไก่อยู่ในเข่งเทศกาลตรุษจีนด้วยคำว่า “แน่จริง มึง…มาก่อนกู”

ธรรมเนียมของโรงเรียนป่าไม้ยึดถือระบบอาวุโส…นับรุ่น ใครมาเรียนก่อนนับเป็นรุ่นพี่ คนมาทีหลังนับเป็นรุ่นน้อง ไม่สนใจอดีตใครจะเป็นเพื่อนใครพี่ใคร หรือหัวหงอกอายุมากกว่าก็ไม่สำคัญ ถ้ามาเรียนที่หลังต้องเป็นรุ่นน้องประการเดียวและเป็นรุ่นน้องตลอดไปแม้เรียนจบไปทำงานทำการแล้วก็ตาม ส่วนภายในรุ่นเดียวกันทุกคนเป็นเพื่อนกัน ความแตกต่างเรื่องอายุไม่ใช่เรื่องสำคัญ มึง-กู คือสรรพนามแทนตัว จึงเป็นที่เข้าใจได้ว่าทำไมพี่เป็ดไม่ให้ผมเรียกเป็นพี่

พี่เป็ดถูกนำเข้าสู่กระบวนการละลายพฤติกรรมก่อนผม ต้องก้มหน้าฟังคำเสนียดหู “แน่จริงมึงมาก่อนกู” ซ้ำแล้วซ้ำอีกอย่างช้ำใจ…เพราะ…รุ่นพี่ปีสองที่เป็นพี่จังหวัดนั้นเป็นเพื่อน ม.6 ห้องเดียวกันมาก่อน และที่พี่เป็ดมาแพร่ก่อนหลายวันเข้าใจว่าเพื่อนเร่งให้มา ซึ่งเดาได้ไม่ยากว่าเพื่อนคงวางแผนกุมตัวเพื่อนไปสัมมนาโดยมิชักช้า ไปทำความเข้าใจระบบก่อนว่าใครเป็นรุ่นพี่ใครเป็นรุ่นน้อง ก่อนที่จะซุ่มซ่ามเรียกกันผิดๆ ถูกๆ พลอยเสียหน้าพี่จังหวัดโดนรุ่นเดียวกันตำหนิว่าไม่สั่งสอนรุ่นน้อง

จากนั้น พี่เป็ดก็นับผมเป็นเพื่อน (จำเป็น) แต่ก็เฉพาะในโรงเรียนป่าไม้หรือต่อหน้ารุ่นพี่เท่านั้น ถ้าคุยกันเฉพาะเราสองคนก็เรียกเป็นพี่อย่างเดิม แต่นานเข้าผมชักติดปากเรียกชื่อเฉยๆ ทั้งในและนอกวงการ บางทีกลับบ้านเผลอเรียกชื่อ “เป็ด” เพียวๆ ทำเอาไอ้แว่นกับไอ้เม้งมองเขม่นหาว่าผมข้ามรุ่น โธ่ พวกมึงไม่รู้อะไร…เรารุ่นเดียวกันว้อย

วันรายงานตัว 

บริเวณโรงเรียนป่าไม้เดิมเป็นที่ทำการของบริษัทอีสต์เอเชียติก ผู้รับสัมปทานป่าไม้รายใหญ่ของเมืองแพร่สมัยมีเจ้าครองนคร เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนระบบเจ้าผู้ครองนครถูกยกเลิก อาณาจักรสยามเปลี่ยนเป็นประเทศไทย อีสต์เอเชียติกจำเป็นต้องถอยออกไป เหลือไว้แต่อาคารบ้านเรือนหน้าตาโบราณอายุร่วมร้อยปี รุ่นราวคราวเดียวกับต้นไม้ขนาดยักษ์ที่ขึ้นอยู่ใกล้กัน แต่ละต้นสูงแหงนคอตั้งบ่าอวดกิ่งก้านสยายเรือนยอดปกคลุมพื้นที่มืดครึ้มไปทั่วทั้งบริเวณ ใครเดินเข้ามาในเขตโรงเรียนป่าไม้คงรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังอยู่ในเรื่องสี่แผ่นดิน

รุ่งขึ้นวันใหม่ ผมรีบไปรายงานตัวที่ออฟฟิศซึ่งอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลแค่ถัดไปจากหอที่ผมพักนี่เอง เมื่อวานมัวแต่จัดข้าวของจึงไม่ได้สังเกต “ออฟฟิศ” หรือที่ทำการของโรงเรียนป่าไม้ เป็นเรือนไม้สัก 2 ชั้น ทรงล้านนาผสมยุโรป หลังคาสูง ชั้นล่างเป็นปูน ผนังอิฐเปลือยกั้นแบ่งห้องเป็นที่ทำงานด้านธุรการและห้องผู้อำนวยการโรงเรียน ชั้นบนมีมุขยื่นออกมารับบันไดไม้ขนาดมหึมาที่พาดขึ้นไปจากพื้นดินตรงถึงหน้ามุขเลยทีเดียว เสา พื้น ฝา เพดาน เครื่องบน...สร้างจากไม้สักทั้งสิ้น มีหน้าต่างลูกฟักบานยาวติดอยู่รอบทิศ บนนี้ใช้เป็นที่เก็บของโบราณจำพวกหนังสือ เอกสาร แผนที่ รูปภาพ เขาสัตว์ งาช้าง ฯลฯ

ช่วงที่นักศึกษาใหม่มารายงานตัวนี้ รุ่นพี่ปีสองอยู่ระหว่างฝึกงานป่าที่เชียงใหม่ เลยไม่มีใครมาตั้งเต็นท์แสดงความยินดี หรือรอรับน้องใหม่ไปร่วมทำกิจกรรมร้องรำทำเพลงตามที่เห็นเจนตาในมหาวิทยาลัย ประกอบกับบรรยากาศยุคสี่แผ่นดิน พลอยทำให้ทุกสรรพสิ่งช่างเงียบเชียบวังเวงเหมือนไม่ใช่โรงเรียน ไม่มีเสียงป่าวประกาศ ไม่มีเสียงเพลง แม้ออฟฟิศสถานที่รายงานตัวซึ่งมีเจ้าหน้าที่ทำงานอยู่หลายคนเองก็เถอะ ถ้าให้มาเดินผ่านคนเดียวตอนกลางคืน…ผมคนหนึ่งล่ะที่ขอโบกมือลา

การรายงานตัวไม่ได้ยุ่งยากอะไร เป็นขั้นตอนด้านเอกสาร กรอกข้อมูลเซ็นสัญญาแป๊บเดียวก็เสร็จ แล้วรับเอกสารปึกใหญ่ไปอ่าน เป็นพวกระเบียบข้อปฏิบัติ หลักสูตรการศึกษา ตารางเรียน อะไรทำนองนี้ แต่ผมยังไม่อ่านหรอกครับ ตั้งใจจะหาพี่เป็ดให้เจอก่อน ทราบจากแม่ของพี่เป็ดว่าแกมาแพร่ก่อนหน้าผมแล้วหลายวัน โดยขึ้นรถทัวร์ตรงมาจากกรุงเทพฯ ขณะเดินมองหาอยู่แถวหน้าออฟฟิศก็รู้สึกว่ามีคนเข้ามาข้างหลัง ได้ยินเสียงดังป้าบพร้อมกับไหล่เอียงวูบ

“ไงป้อม มองหาใครเหรอ”

พี่เป็ดนั่นเอง ผมยกมือไหว้ทำเอาพี่เป็ดตาเหลือกยกมือรับไหว้แทบไม่ทัน

“เฮ้ย ไม่ต้องไหว้” พี่เป็ดรีบบอก

“น้องไหว้ไม่ดีเหรอ” ผมเข้าใจว่าพี่เป็ดเขินเพราะอายุเราห่างกันแค่ปีเดียว

“ได้ไง ตอนนี้เราอยู่รุ่นเดียวกันแล้ว” พี่เป็ดรีบอธิบายเมื่อเห็นเครื่องหมายคำถามผุดอยู่บนใบหน้าของผม

“อีกอย่าง ไม่ต้องเรียกว่าพี่ก็ได้นะ”

เอ๋! มาแนวแปลก ก่อนนี้ตอน ม.4 พี่เป็ดอยู่ ม.5 ที่โรงเรียนมีการรับน้องใหม่ ก็รุ่นพี่เป็ดนี่แหละที่คอยว้ากรุ่นผมให้รู้จัก Seniority มาตอนนี้จะให้เลิกนับถือกันเสียนี่ อารมณ์ไหนอีกล่ะ